สำหรับจุดหมายปลายทางยอดนิยมในช่วงครึ่งแรกของปี เมืองใหญ่และมหานครชั้นนำของโลกยังคงครองความนิยมอย่างต่อเนื่อง โดยเมืองที่มียอดจองเที่ยวบินสูงที่สุด ได้แก่ โซล กรุงเทพฯ ฮ่องกง โตเกียว และไทเป[1]
ทริปสั้นครองใจนักเดินทางยุคใหม่
การเดินทางระยะสั้นกำลังกลายเป็นทางเลือกยอดนิยมของนักเดินทางทั่วโลกในช่วงซัมเมอร์นี้ โดยระยะเวลาการเดินทางเฉลี่ยของทริปที่จองในช่วงนี้อยู่ที่ประมาณ 2.92 – 3.8 วัน และส่วนใหญ่เป็นเที่ยวบินระยะใกล้ แนวโน้มดังกล่าวโดดเด่นเป็นพิเศษในยุโรป ซึ่งยอดจองเที่ยวบินระยะสั้นเติบโตถึง 73% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมของนักเดินทางที่ต้องการหลีกหนีความวุ่นวายในชีวิตประจำวันด้วยการพักผ่อนระยะสั้นที่ใช้เวลาน้อย แต่ยังคงได้รับประสบการณ์ที่คุ้มค่า
Trip.com Group คาดการณ์ว่าแนวโน้มดังกล่าวจะยังคงเติบโตต่อเนื่องตลอดช่วงครึ่งหลังของปี โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งทริประยะสั้นกำลังกลายเป็นส่วนสำคัญของไลฟ์สไตล์การเดินทางยุคใหม่
การเดินทางกับครอบครัวมาแรงทั่วโลก
นอกจากทริประยะสั้นแล้ว การเดินทางกับครอบครัวยังเป็นอีกหนึ่งเทรนด์สำคัญที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงซัมเมอร์นี้ โดยเฉพาะในช่วงปิดภาคเรียนที่หลายครอบครัวเลือกใช้เวลาร่วมกันผ่านการท่องเที่ยว ข้อมูลจาก Trip.com Group พบว่า ยอดจองโรงแรมสำหรับครอบครัวที่มีบุตรอายุไม่เกิน 12 ปี เพิ่มขึ้นในทุกภูมิภาค และเติบโตมากกว่าสองเท่าในตลาดสำคัญอย่างจีนแผ่นดินใหญ่ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น
แนวโน้มนี้สะท้อนให้เห็นว่า นักเดินทางให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ทั้งครอบครัวมากขึ้น ตั้งแต่การเลือกเที่ยวบินที่มีเวลาสะดวก ไปจนถึงการเลือกโรงแรมที่ตั้งอยู่ใกล้กิจกรรมและร้านอาหารที่เหมาะกับครอบครัว
สำหรับกลุ่ม Gen Z และ Millennials การเลือกที่พักถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดของการเดินทาง โดยสิ่งที่พวกเขามองหา ได้แก่ สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับครอบครัว และทำเลที่ตั้งใกล้สถานที่ท่องเที่ยวที่เหมาะกับเด็ก[3]
ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมสูงสุดในช่วงซัมเมอร์นี้ คือประสบการณ์ที่เหมาะสำหรับครอบครัว ได้แก่ สวนสัตว์บาหลีในประเทศอินโดนีเซีย, Desaru Water Adventure Park, และ Entopia by Penang Butterfly Farm ในประเทศมาเลเซีย ขณะที่ในเอเชียตะวันออก สวนสนุกระดับโลกอย่าง Universal Studios Japan, Tokyo DisneySea และ Tokyo Disneyland ยังคงเป็นตัวเลือกยอดนิยมของครอบครัวนักเดินทาง
เทรนด์ “Coolcation” หรือการท่องเที่ยวในจุดหมายอากาศเย็น กำลังมาแรง
ท่ามกลางอุณหภูมิที่สูงขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วโลก นักเดินทางจำนวนมากเริ่มมองหาจุดหมายปลายทางที่มีอากาศเย็นสบายและกิจกรรมที่ผ่อนคลายมากขึ้น แทนการท่องเที่ยวชายหาดหรือการอาบแดดแบบดั้งเดิม โดยข้อมูลจาก Trip.com Group แสดงให้เห็นว่า ยอดค้นหาจุดหมายปลายทางที่มีอากาศเย็นสบาย และทริปพักผ่อนในที่อากาศเย็น (Coolcation) เพิ่มขึ้นถึง 74% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า นับตั้งแต่ต้นปี 2569[4]
คีย์เวิร์ดอย่าง “หนีร้อน” “ที่เที่ยวหน้าร้อน” และ “สถานที่พักผ่อนเย็นสบายในฤดูร้อน” กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่านักเดินทางให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่ห่างไกลจากความแออัดและสภาพอากาศร้อนจัดมากขึ้น โดย Trip Moments แพลตฟอร์มคอมมูนิตี้สำหรับนักเดินทางของ Trip.com ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานแบ่งปันประสบการณ์และค้นหาแรงบันดาลใจในการท่องเที่ยว พบว่า เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับสถานที่พักผ่อนอากาศเย็นสบาย รวมถึงเคล็ดลับการเดินทางเพื่อรับมือกับสภาพอากาศร้อน มีการเติบโตเพิ่มขึ้น 15.4% เมื่อเทียบกับช่วงฤดูร้อนของปีที่ผ่านมา[5]
ในเอเชีย จุดหมายปลายทางที่มีอากาศเย็นสบายอย่างมองโกเลียใน ซัปโปโร และยูนนาน ก็กำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นจากนักเดินทางทั่วโลกเช่นกัน โดยเฉพาะอูลานบาตอร์และซัปโปโร ซึ่งมีอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 15-25 องศาเซลเซียสในช่วงฤดูร้อน และติดอันดับ 10 เมืองที่นักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้จองมากที่สุดในปีนี้ โดยมียอดจองเติบโตในระดับเลขสามหลักเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาจุดหมายคลายร้อนในช่วงซัมเมอร์ ผู้ใช้งาน Trip.com สามารถค้นหาคำแนะนำด้านกิจกรรมทางน้ำ หรือสถานที่พักผ่อนริมน้ำที่เย็นสบาย ได้ผ่าน Trip.Best ไกด์ท่องเที่ยวที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ซึ่งรวบรวมข้อมูลด้านที่พัก แหล่งท่องเที่ยว และจุดหมายปลายทางยอดนิยมจากทั่วโลกไว้ในที่เดียว
AI ก้าวขึ้นเป็นผู้ช่วยสำคัญในการวางแผนการเดินทาง
นักเดินทางจำนวนมากเริ่มใช้ AI เข้ามาช่วยวางแผนทริป แทนการค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตด้วยตนเองเพียงอย่างเดียว โดยรายงานล่าสุดของ Trip.com Group ระบุว่า เครื่องมือ AI เพื่อการเดินทางอย่าง TripGenie และ Trip.Planner กำลังมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการสร้างแรงบันดาลใจและวางแผนการเดินทางแบบเฉพาะบุคคล
ด้วยความสามารถในการสร้างแผนการเดินทางและให้คำแนะนำที่ปรับให้เหมาะกับความต้องการของแต่ละบุคคลภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที เครื่องมือเหล่านี้กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมของนักเดินทางทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ โดยความสนใจในการค้นหาคำว่า “help plan my trip” บน Google เพิ่มขึ้นถึง 190% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะเดียวกัน จำนวนคำสั่งซื้อบน Trip.com ที่ใช้ AI ผ่าน TripGenie เพิ่มขึ้นประมาณ 400% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของ AI ทั้งในขั้นตอนการค้นหาแรงบันดาลใจ การวางแผน และการจองการเดินทาง
นอกเหนือจากการวางแผนก่อนออกเดินทาง นักเดินทางยังมองว่า AI เป็นผู้ช่วยสำคัญระหว่างการเดินทางด้วย โดยการใช้งานฟีเจอร์หลักของ TripGenie เช่น การเปรียบเทียบโรงแรม ความช่วยเหลือด้านเมนูอาหาร และการแปลภาษาแบบเรียลไทม์ เพิ่มขึ้นราว 300% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ทั้งนี้ พฤติกรรมการใช้งาน AI ยังแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค โดยนักเดินทางในตลาดที่มีการเชื่อมต่อสูงและนิยมเดินทางระยะสั้นอย่างฮ่องกง สิงคโปร์ และมาเลเซีย มักใช้ TripGenie ระหว่างการเดินทางเพื่อค้นหาแรงบันดาลใจและข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยว ณ จุดหมายปลายทาง ขณะที่นักเดินทางในยุโรปและอเมริกาเหนือจำนวนมากเริ่มใช้ AI ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของการวางแผน และปรึกษา TripGenie ล่วงหน้าหลายสัปดาห์ก่อนออกเดินทาง
แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของ AI ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งกำลังก้าวจากการเป็นเพียงเครื่องมือค้นหาข้อมูล ไปสู่การเป็นผู้ช่วยส่วนตัวที่ช่วยให้นักเดินทางสามารถวางแผน ตัดสินใจ และออกสำรวจโลกได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้นในปี 2569 และอนาคต
