ทำความรู้จัก PMOS ชื่อใหม่ที่บอกว่าโรคนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของรังไข่
หลายคนอาจคุ้นกับชื่อ PCOS (Polycystic Ovary Syndrome) หรือ “ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ” ซึ่งล่าสุดวงการแพทย์ได้เปลี่ยนชื่อเป็น PMOS (Polyendocrine Metabolic Ovarian Syndrome) หรือ “กลุ่มอาการรังไข่เมตาบอลิกหลายต่อมไร้ท่อ” เพราะชื่อเดิมชวนให้เข้าใจผิดว่าเป็นเรื่องของ “ถุงน้ำรังไข่ที่ต้องผ่าตัด” ทั้งที่สิ่งที่เห็นเป็น “ฟองไข่ หรือ follicle” ซึ่งพบได้ตามปกติในหญิงวัยมีประจำเดือนทุกราย แต่ความผิดปกติที่พบแท้จริงแล้วคือ ฟองไข่หลายใบที่เกิดจากการทำงานของฮอร์โมนที่ผิดปกติและไข่ไม่ตก นอกจากนี้ โรคนี้ไม่ได้กระทบแค่รังไข่เท่านั้น แต่กระทบไปถึงฮอร์โมนและระบบเผาผลาญทั้งร่างกาย ผศ.พญ.สิริลักษณ์ ตันธนาวิภาส อธิบายว่า “ปัจจุบันพบว่าสาเหตุการเกิด PMOS เกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย โดยยังไม่สามารถระบุสาเหตุหลักการเกิด PMOS ได้อย่างแน่ชัด” ส่วนใหญ่สรุปว่า PMOS มีความสัมพันธ์กับ ‘ภาวะดื้ออินซูลิน’ ‘ฮอร์โมนเพศชายเกิน’ และ ‘ไข่ไม่ตก’ ซึ่งมีผลกระทบต่อกันเป็นวงจร กล่าวคือ เมื่อร่างกายดื้ออินซูลิน ทำให้ผลิตอินซูลินเพิ่มขึ้น อินซูลินที่สูงนี้จะไปกระตุ้นให้สร้างฮอร์โมนเพศชายมากขึ้น ทั้งการดื้ออินซูลินและฮอร์โมนเพศชายเกินส่งผลให้ไข่ไม่ตก ฮอร์โมนรังไข่ที่ผิดปกติเองนอกจากจะทำให้ไข่ไม่ตกแล้วยังส่งผลทำให้ฮอร์โมนเพศชายที่สูงขึ้นอีก ในกรณีที่มีภาวะอ้วน ภาวะอ้วนนี้จะส่งผลซ้ำเติมทำให้ภาวะดื้ออินซูลิน ฮอร์โมนเพศชายเกิน และไข่ไม่ตกแย่ลง”
คนส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวว่าเป็น PMOS เพราะไม่รู้ว่าประจำเดือนที่ “ปกติ” ควรเป็นอย่างไร บางคนไม่เคยจดบันทึก หรือคิดว่านาน ๆ มาทีก็สบายดี ไม่ต้องจัดการให้ยุ่งยาก นอกจากนี้อาการอื่น ๆ ยังดูเล็กน้อยจนอาจมองข้ามไป ผศ.พญ.สิริลักษณ์ ตันธนาวิภาส อธิบายว่า “เราสามารถเช็กความเสี่ยงของตัวเองได้ 3 ข้อ ข้อแรก รอบเดือนผิดปกติ ซึ่งรอบเดือนควรอยู่ในช่วง 21–35 วัน ถ้ามาเร็วกว่า 21 วัน หรือห่างเกิน 35 วันอยู่เรื่อย ๆ หรือมีประจำเดือนน้อยกว่า 8 ครั้งในหนึ่งปี ถือว่าผิดปกติ ข้อสอง มีอาการของฮอร์โมนเพศชายเกิน เช่น สิวเยอะ หน้ามัน ขนดก ผมร่วง หรือข้อสาม น้ำหนักขึ้นง่าย โดยถ้ามีอาการเหล่านี้ แนะนำให้มาปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจให้ชัดเจน ส่วนอีกความเชื่อที่ว่า ‘ต้องอ้วนเท่านั้นถึงจะเป็น’ นั้นไม่จริง เพราะในกลุ่มผู้ป่วยมีคนน้ำหนักปกติหรือผอมราว 30–50% ดังนั้นไม่ว่ารูปร่างแบบไหน ถ้าเข้าข่ายตามเช็กลิสต์ก็ไม่ควรชะล่าใจ”
PMOS จุดเริ่มต้น “เบาหวาน-มะเร็ง-โรคหัวใจ” รู้ตัวเร็ว ป้องกันได้
PMOS เป็นภาวะที่ค่อย ๆ ลุกลามทีละระบบหากปล่อยไว้นาน เริ่มจากมีประจำเดือนผิดปกติและมีบุตรยาก จากการที่ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอทำให้ผนังมดลูกหนาตัวจนเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ส่วนในระบบเผาผลาญก็จะทำให้เสี่ยงเบาหวาน ความดัน ไขมันโลหิตสูง ไขมันพอกตับ หยุดหายใจขณะนอนหลับ ไปจนถึงโรคหัวใจและหลอดเลือดสมองในระยะยาว และหากตั้งครรภ์ก็เสี่ยงแท้งบุตร เบาหวานขณะตั้งครรภ์ และครรภ์เป็นพิษ มากกว่าคนทั่วไป แม้ผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจฟังดูน่ากลัว แต่หากเรารู้ตัวและเริ่มดูแลแต่เนิ่น ๆ ก็สามารถรักษาให้ดีขึ้นได้
PMOS ตรวจง่าย รักษาได้ แค่เริ่มจากจดรอบเดือนของตัวเอง
การเช็กภาวะ PMOS ไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่หลายคนกังวล เริ่มจากการลองจดบันทึกรอบประจำเดือนสัก 2-3 รอบ ถ้ารอบเดือนยังผิดเพี้ยนอยู่เรื่อย ๆ ก็ค่อยมาปรึกษาแพทย์ ส่วนวัยรุ่นที่เพิ่งมีประจำเดือนในช่วง 3 ปีแรก รอบเดือนอาจยังแกว่งได้เป็นเรื่องปกติ ให้ใช้เกณฑ์ว่าถ้าห่างเกิน 45 วันค่อยมาพบแพทย์ก็พอ โดยขั้นตอนการตรวจเริ่มจากซักประวัติ ตรวจร่างกาย เจาะเลือด อาจพิจารณาอัลตราซาวนด์เมื่อมีข้อบ่งชี้ จากนั้นแพทย์จะเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย ซึ่งหลัก ๆ มี 3 วิธี ได้แก่ การใช้ฮอร์โมนและยาตามอาการของผู้ป่วยแต่ละราย การปรับพฤติกรรมเพิ่มเสริมสร้างสุขภาพให้แข็งแรง ในกรณีที่มีภาวะอ้วนร่วมด้วย การลดน้ำหนักได้ราว 5% ก็ช่วยให้ฮอร์โมนกลับมาสมดุลขึ้นได้ ตรวจเลือดเพื่อคัดกรองความผิดปกติของระบบต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิก จะเห็นได้ว่าแนวทางการรักษาหลักในปัจจุบันคือการใช้ยาและปรับพฤติกรรม ไม่ใช้การผ่าตัด ยกเว้นแต่มีโรคร่วมอื่น ๆ ที่มีความจำเป็นต้องทำการรักษาด้วยการผ่าตัดร่วมด้วย
ผู้ที่สนใจปรึกษาแพทย์โรงพยาบาลวิมุต สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและนัดหมายแพทย์ได้ที่โรงพยาบาลวิมุต เปิดให้บริการทุกวัน โทรศัพท์ 02-079-0054 นอกจากนี้ ยังสามารถดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อทำนัดหมายแพทย์ล่วงหน้า หรือเลือกใช้บริการปรึกษาแพทย์ออนไลน์ (Telemedicine) ผ่านทาง Line @vimuttelemed หรือ ViMUT Application เพื่อรับคำแนะนำเบื้องต้นจากแพทย์ผู้ชำนาญการได้อย่างสะดวก รวมถึงติดตามผลหลังการรักษาได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องเดินทาง ซึ่งช่วยให้การดูแลต่อเนื่องในทุกขั้นตอน
