บริษัท พี.เอส.พี. สเปเชียลตี้ส์ จำกัด (มหาชน) (PSP) ผู้นำด้านโซลูชันผลิตภัณฑ์หล่อลื่นแบบ ครบวงจร จัดงานนำเสนอผลงานและตัดสินโครงการ “PSP x AI Hackathon 2026: NAVIGATING THE AI FRONTIER – RESHAPE, INNOVATE, AND THRIVE” เปลี่ยน Pain Point ในการทำงานจริง ให้เป็นโจทย์นวัตกรรม โดยพนักงานจากทุกบริษัทในกลุ่ม PSP รวมทีมนำเสนอโซลูชันที่พัฒนาด้วย เทคโนโลยี AI ตั้งแต่การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและการวิเคราะห์ข้อมูล ไปจนถึงการพัฒนา AI Agent ผู้ช่วยสนับสนุนการทำงาน ทุกไอเดียต้องพิสูจน์คุณค่าทางธุรกิจต่อหน้าคณะผู้บริหาร PSP ที่ร่วมเป็นกรรมการตัดสิน และมี Google Cloud ร่วมเป็นพาร์ทเนอร์ให้การสนับสนุนและคำแนะนำ สะท้อนความตั้งใจของ PSP ในการขับเคลื่อน Digital Transformation ด้วยการสร้างวัฒนธรรม AI (AI Culture) ที่เริ่มต้นจากคนในองค์กร

นายเสกสรร ครองพาณิชย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พี.เอส.พี. สเปเชียลตี้ส์ จำกัด (มหาชน) หรือ PSP เปิดเผยว่า บริษัทได้จัดกิจกรรมการนำเสนอผลงานและตัดสินโครงการ PSP x AI Hackathon 2026 โดยมีทีมผู้เข้าแข่งขันที่เป็นพนักงานภายในบริษัทกว่า 16 ทีม เข้าร่วมนำเสนอผลงาน ทั้งนี้ AI กำลังเปลี่ยนวิธีการทำงานของทุกอุตสาหกรรม แต่การลงทุนด้าน AI ไม่ได้สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจเสมอไป ผลการศึกษา The GenAI Divide: State of AI in Business 2025 ของ MIT NANDA เมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 พบว่าองค์กรราว 95% ยังเห็นประโยชน์ทางธุรกิจที่วัดผลได้เพียงเล็กน้อยหรือไม่เห็นเลยจากการลงทุนด้าน Generative AI
“โจทย์ที่เราตั้งไว้ตั้งแต่วันแรกคือ ทำอย่างไรให้ PSP อยู่ในกลุ่ม 5% ที่ใช้ AI สร้างผลลัพธ์ได้จริง สำหรับเรา ตัวชี้วัดความสำเร็จของ AI ที่ชัดเจนที่สุดคือผลลัพธ์ทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนที่ลดลงหรือประสิทธิภาพที่ เพิ่มขึ้น และเราเชื่อว่าความสำเร็จของ AI ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว ตามกฎ 70-20-10 ของ BCG องค์กรที่ใช้ AI ได้ผลจะให้น้ำหนักกับคนและกระบวนการทำงานถึง 70% เทคโนโลยีและข้อมูล 20% และอัลกอริทึมเพียง 10% PSP จึงเลือกเริ่มจากคน ให้พนักงานที่เข้าใจหน้างานดีที่สุดเป็นผู้ออกแบบการใช้ AI ด้วยตัวเอง” นายเสกสรร กล่าว
นายเสกสรร กล่าวเพิ่มเติมว่า ความคาดหวังจากโครงการ PSP x AI Hackathon 2026 คือการได้ทั้งผลงานที่นำไปใช้ได้จริงและขยายผลได้ทั่วทั้งองค์กร และได้บุคลากรที่พร้อมนำ AI มาพัฒนางานในความรับผิดชอบได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขันของ PSP ในระยะยาว
การประยุกต์ใช้ AI ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีของPSP โดยนำมาบูรณาการเข้ากับกระบวนการทางธุรกิจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความแม่นยำ และความคล่องตัวในการดำเนินงาน ต่อยอดจากการขับเคลื่อน Digital Transformation ที่บริษัทได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานจากระบบเอกสารไปสู่แพลตฟอร์มดิจิทัลที่บริหารจัดการอย่างเป็นระบบและเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานไว้บนโครงสร้างเดียวกัน ทำให้องค์กรสามารถจัดเก็บ เข้าถึง และบริหารข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีระบบซอฟต์แวร์บริหารจัดการทรัพยากรองค์กร หรือ ERP เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการเปลี่ยนผ่านกระบวนการทำงานแบบเดิมสู่ระบบดิจิทัลแบบเรียลไทม์ทั่วทั้งองค์กร พร้อมวางรากฐานด้านข้อมูลที่มีคุณภาพสำหรับการพัฒนาโซลูชัน AI เพื่อสนับสนุนการวิเคราะห์ การตัดสินใจ และการสร้างโอกาสทางธุรกิจในอนาคต

นายธนวัฒน์ อยู่สนิท ผู้อำนวยการฝ่ายดิจิทัลเทคโนโลยี บริษัท พี.เอส.พี. สเปเชียลตี้ส์ จำกัด (มหาชน) ผู้รับผิดชอบโครงการ กล่าวว่า “PSP x AI Hackathon 2026 เกิดขึ้นจากความตั้งใจที่จะนำ AI มาช่วยแก้ปัญหาที่พนักงานพบในการทำงานจริงในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการผลิต การตรวจสอบคุณภาพ การติดตามผลการทำงาน การบริหารตารางการทำงานในแต่ละด้าน หรือการบริหารจัดการด้านบุคลากร เราจึงออกแบบโครงการนี้ให้พนักงานซึ่งเข้าใจหน้างานดีที่สุด ทบทวนกระบวนการทำงานในปัจจุบัน และพัฒนา Use Case ที่ตอบโจทย์อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล ลดขั้นตอนที่ซับซ้อน ประหยัดเวลาในการทำงาน และเพิ่มประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาด้วยปัญญาประดิษฐ์”
บรรยากาศภายในงาน PSP x AI Hackathon 2026 เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์และการแลกเปลี่ยนไอเดียจากพนักงานกว่า 16 ทีม ที่ร่วมกันนำเสนอโซลูชัน AI เพื่อแก้ไข Pain Point จากการทำงานจริง โดยมีคณะผู้บริหาร PSP ร่วมรับฟังและตัดสินผลงาน พร้อมการสนับสนุนจาก Google Cloud เพื่อผลักดันแนวคิดนวัตกรรมสู่การใช้งานจริง มุ่งยกระดับประสิทธิภาพการทำงานควบคู่ไปกับ AI ให้เกิดขึ้นทุกหน่วยในองค์กร
โครงการแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การเตรียมความพร้อม สื่อสารความสำคัญ ของ AI ต่อธุรกิจให้พนักงานทั้งองค์กร พร้อมคัดเลือกผู้เข้าร่วมโดยฝ่ายทรัพยากรบุคคลร่วมกับหัวหน้าหน่วยงาน ทีมละ 2–4 คน ปิดท้ายด้วยงานคิกออฟ เพื่อสร้างความเข้าใจในเป้าหมาย กติกา ไทม์ไลน์ เครื่องมือ และพี่เลี้ยงประจำโครงการ ระยะที่ 2 การพัฒนาไอเดีย ผู้เข้าร่วมโครงการทุกคนผ่านการอบรม พื้นฐานเชิงลึกด้าน AI เครื่องมือ และกรณีศึกษาการใช้งานในองค์กร จากนั้นแต่ละทีมพัฒนาไอเดียผ่านการ คัดกรองหลายขั้นตอนตามความเป็นไปได้และคุณค่าทางธุรกิจ และส่งรายงานแผนการนำไปใช้ที่ระบุปัญหา ผลกระทบ และกระบวนการที่ใช้ AI ของแต่ละ Use Case ระยะที่ 3 การคัดเลือก ทีมนำเสนอผลงาน ต่อคณะกรรมการตัดสิน ประกาศผลผู้ชนะและสรุปบทเรียนเพื่อพัฒนาการนำ AI มาใช้ในองค์กรต่อไป และ ระยะที่ 4 การนำไปใช้จริง ผลงานที่โดดเด่นจะเข้าสู่การบ่มเพาะ เพื่อพัฒนาให้พร้อมใช้งานจริงในองค์กร
เกณฑ์การตัดสินให้น้ำหนักกับผลลัพธ์ทางธุรกิจมากที่สุดถึง 50% ควบคู่กับความเป็นไปได้ในการพัฒนา การขยายผลทั่วทั้งองค์กร และความคิดสร้างสรรค์ของโซลูชัน โดยมีคณะผู้บริหาร PSP เป็นกรรมการตัดสิน ทั้งนี้ ผลการตัดสิน ผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศ The Ultimate Disruptor ได้แก่ ทีม A-Link จากหน่วยงานฝ่ายปฏิบัติการคลัง และ ฝ่ายงานซัพพลายเชน จากผลงาน AI Smart Loading Management ที่นำ AI มาทำงานร่วมกับคนเพื่อลดความผิดพลาดต่าง ๆ ในกระบวนการและแจ้งข้อมูลสถานะการดำเนินงานรวมทั้ง KPI แบบ Real-time รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 Future-Ready Award ได้แก่ ทีม Penetro-Botics จากหน่วยงานแผนกผลิตจาระบี จากผลงาน Grease Penetration Calculation ที่นำAI มาช่วยลดเวลาในการค้นหาข้อมูลการผลิตย้อนหลัง ลดการทดลองปรับค่าความแข็งซ้ำ เพิ่มความแม่นยำในการเติมวัตถุดิบ และลดความเสี่ยงด้านต้นทุนและเวลาการผลิตที่สูญเสียจากการผลิตซ้ำ และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 High-Potential Prototype ได้แก่ทีม ACD generative AI จากหน่วยงานฝ่ายบัญชี จากผลงาน AI AP invoice assistance ช่วยวิเคราะห์ข้อมูล สนับสนุนการตัดสินใจ และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานด้านบัญชี การเงินประจำวัน
“Use Case ที่ได้รับคัดเลือกในวันนี้จึงถือเป็นก้าวแรกในการสร้างความเข้าใจถึงแนวทางการผสาน AI เข้ากับบริบทขององค์กรอย่างเหมาะสมและสมดุล บริษัทยังคงเปิดรับ Use Case เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง เพื่อขยายการประยุกต์ใช้ AI ให้ครอบคลุมการพัฒนาองค์กรในทุกมิติ และเปิดโอกาสให้เกิดแนวคิดใหม่ ๆ มากกว่าผลงานที่นำเสนอภายในงาน สำหรับผลงานที่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับการบ่มเพาะและต่อยอดสู่การใช้งานจริง เพื่อสร้างคุณค่าทางธุรกิจที่วัดผลได้ พร้อมวางรากฐานให้ PSP ก้าวสู่การเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม อย่างยั่งยืน” นายเสกสรร กล่าว

