เบื้องหลังความปลอดภัย ความสะอาด และความเป็นระเบียบเรียบร้อยของเมือง คือบุคลากรจำนวนมากที่ต้องปฏิบัติหน้าที่กลางแจ้งเป็นเวลานาน ตั้งแต่ตำรวจจราจรที่ทำงานท่ามกลางสภาพการจราจร ไปจนถึงเจ้าหน้าที่รักษาความสะอาดและผู้ปฏิบัติงานภาคสนาม ซึ่งต้องสัมผัสฝุ่นละออง ควันจากยานพาหนะ และมลพิษทางอากาศในชีวิตประจำวัน ขณะที่ภารกิจในการดูแลเมืองและผู้คนอาจทำให้หลายคนไม่มีโอกาสกลับมาใส่ใจสุขภาพของตัวเองอย่างเต็มที่ โรงพยาบาลวิมุตจึงริเริ่มโครงการ “วิมุต…เคียงข้างทุกลมหายใจ” ภายใต้แนวคิด “ดูแลคนที่ดูแลเรา” นำองค์ความรู้และบริการทางการแพทย์เข้าไปใกล้ผู้ปฏิบัติงานเหล่านี้มากขึ้น เพื่อให้การดูแลสุขภาพเริ่มต้นได้ตั้งแต่การรู้เท่าทันความเสี่ยง ก่อนที่ปัญหาสุขภาพจะส่งผลต่อการใช้ชีวิตในระยะยาว
“สำหรับวิมุต โครงการนี้ไม่ใช่เพียงกิจกรรมตรวจสุขภาพ แต่เป็นส่วนหนึ่งของความตั้งใจในการสร้างวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันให้เกิดขึ้นในสังคม เราต้องการให้ทุกคนรู้จักสุขภาพของตัวเอง เข้าใจความเสี่ยง และมีข้อมูลที่เพียงพอในการตัดสินใจดูแลตัวเองได้อย่างเหมาะสม เพราะ การป้องกันที่มีประสิทธิภาพต้องเริ่มจากการรู้เท่าทันสุขภาพของตัวเอง ขณะเดียวกัน ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนเมืองได้อย่างยั่งยืน เมืองที่น่าอยู่ไม่ได้วัดจากโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นเมืองที่คนทำงานและคนที่อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนเมืองมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีไปพร้อมกัน วิมุตจะเดินหน้าส่งต่อการดูแลในลักษณะนี้อย่างต่อเนื่อง เพราะเราเชื่อว่า ทุกลมหายใจมีความหมาย และทุกคนควรมีโอกาสเข้าถึงการดูแลสุขภาพที่ดี” นพ.นิพัฒน์ กล่าว
ภายในโครงการ โรงพยาบาลวิมุตจัด โปรแกรมตรวจสุขภาพปอด (Lung Health Check-up) เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้สำรวจสุขภาพและทำความเข้าใจปัจจัยเสี่ยงของตนเองอย่างรอบด้าน เริ่มตั้งแต่การตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับสุขภาพ ประวัติการทำงาน การสัมผัสมลพิษ และพฤติกรรมที่อาจส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจ ตามด้วยการตรวจร่างกายโดยแพทย์เพื่อประเมินอาการและความเสี่ยงเบื้องต้น รวมถึง การตรวจสมรรถภาพปอด (Spirometry) เพื่อประเมินการทำงานของปอดและคัดกรองความผิดปกติ ก่อนรับคำแนะนำในการดูแลสุขภาพที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล เพื่อให้สามารถนำข้อมูลที่ได้รับไปต่อยอดการดูแลตัวเองในชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม
นายสายชล จังสมยา ผู้อำนวยการเขตพญาไท กล่าวว่า “ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันให้เข้าถึงประชาชนและผู้ปฏิบัติงานได้มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเจ้าหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติงานกลางแจ้งและเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงจากสภาพแวดล้อมอยู่เป็นประจำ ความร่วมมือในครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญที่ช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานได้เข้าถึงการประเมินความเสี่ยง การคัดกรอง และคำแนะนำด้านสุขภาพตั้งแต่เนิ่น ๆ เราเชื่อว่าการดูแลสุขภาพของเจ้าหน้าที่ให้มีความพร้อมในการทำงาน ไม่เพียงช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ปฏิบัติงานเท่านั้น แต่ยังส่งต่อไปถึงประสิทธิภาพในการให้บริการและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชนในพื้นที่ด้วย”
“ด้วยเหตุนี้ การประเมินและคัดกรองสุขภาพปอดตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงมีความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะในผู้ที่มีความเสี่ยงจากสภาพแวดล้อมในการทำงาน การตรวจสมรรถภาพปอด หรือ Spirometry ร่วมกับการประเมินโดยแพทย์ จะช่วยให้เรามองเห็นความเปลี่ยนแปลงของการทำงานของปอดได้ชัดเจนยิ่งขึ้น และหากพบความผิดปกติหรือปัจจัยที่ควรเฝ้าระวัง ก็สามารถวางแนวทางดูแล ติดตาม หรือส่งต่อเพื่อตรวจเพิ่มเติมได้อย่างเหมาะสม เราอยากให้ทุกคนมองว่าการดูแลปอดไม่ควรเริ่มต้นเมื่อมีอาการ แต่ควรเริ่มตั้งแต่วันที่เรายังรู้สึกปกติ เพราะการรู้ความเสี่ยงได้เร็ว ย่อมเปิดโอกาสให้เราป้องกันและลดผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวได้มากกว่า” นพ.สุวาณิช กล่าว
นอกจากการตรวจและประเมินสุขภาพปอดแล้ว อีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญของโครงการคือการสร้าง Health Awareness ให้ผู้เข้าร่วมเห็นว่าการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันสามารถเริ่มต้นได้จากเรื่องใกล้ตัว ตั้งแต่การสังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย การลดปัจจัยเสี่ยง การป้องกันตนเองระหว่างปฏิบัติงาน ไปจนถึงการตรวจสุขภาพอย่างเหมาะสม เพราะการรู้ความเสี่ยงตั้งแต่เนิ่น ๆ ช่วยให้สามารถวางแผนดูแลตัวเองและเข้าถึงการตรวจรักษาเพิ่มเติมได้อย่างเหมาะสม โดยโครงการตั้งเป้าดูแลผู้เข้าร่วม 800 คน ตลอดระยะเวลา 3 วัน พร้อมส่งต่อความรู้ที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริงหลังจบกิจกรรม
โครงการ “วิมุต…เคียงข้างทุกลมหายใจ” จึงไม่ใช่เพียงการนำบริการทางการแพทย์ออกไปสู่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ แต่ยังเป็นอีกก้าวของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการดูแลคุณภาพชีวิตของคนที่มีส่วนสำคัญต่อการขับเคลื่อนเมืองในทุกวัน โรงพยาบาลวิมุตยังคงมุ่งเดินหน้าส่งต่อแนวคิดการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันไปสู่ผู้คนในวงกว้าง เพื่อให้การรู้เท่าทันความเสี่ยงและการดูแลสุขภาพเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ก่อนเจ็บป่วย ภายใต้ความตั้งใจที่จะ “ดูแลคนที่ดูแลเรา” และอยู่เคียงข้างทุกลมหายใจ